ดาวน์โหลด
MT4
‘รถยนต์-อุตไฮเทค’ถูกลูกหลง สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ
2018-12-20 11:11  0

สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา เปิดประเด็นกันมาตั้งแต่ต้นปี 2561 และทวีความเข้มข้นเป็นลำดับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มตั้งกำแพงภาษีสกัดสินค้านำเข้าจากกันและกันอย่างเต็มรูปแบบ จนถึงขณะนี้แม้ว่าจะอยู่ในช่วงพักรบชั่วคราว 90 วัน (ครบกำหนดในวันที่ 1 มีนาคม 2562) เปิดทางให้มีการเจรจาต่อรองเพื่อคลี่คลายสถานการณ์อันเป็นผลจากการพบปะเจรจานอกรอบการประชุม G20 ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ประเทศอาร์เจนตินาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ผลพวงจากการตกลงครั้งนี้ ทำให้สหรัฐฯยอมระงับแผนขึ้นภาษีสินค้าจีนระลอกใหม่ที่เดิมกำหนดจะขึ้นภาษีในวันที่ 1 มกราคม 2562 ขณะที่จีนเองก็ยอมที่จะนำเข้าสินค้าเกษตรบางรายการจากสหรัฐฯมากขึ้น เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลือง  อีกทั้งล่าสุดยังประกาศจะลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯจากเดิมอัตรา 40% เหลือเพียง 15% และที่เคยมีแผนจะขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้าจากสหรัฐฯอีก 25% ตั้งแต่ปีใหม่นี้ก็ให้ระงับไปก่อนเช่นกัน

นับเป็นสัญญาณที่ดีแต่ก็แฝงไว้ซึ่งความไม่แน่นอน  ยิ่งมีกระแสการร่วมมือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯและแคนาดาในการจับกุมตัวผู้บริหารบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีฯ ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคมจากจีน เมื่อเร็วๆ นี้ ตามมาด้วยการที่ศาลจีนสั่งแบนการจำหน่ายและนำเข้าโทรศัพท์ไอโฟนของบริษัทแอปเปิลฯหลายรุ่น คล้ายกับเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ ก็ทำให้เห็นว่าประเด็นการช่วงชิงตำแหน่งมหาอำนาจทางเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯนั้นยังไม่สงบศึกลงได้ง่ายๆ และประเด็นดังกล่าวก็จะถูกนำมาใช้ในการต่อรองบนโต๊ะเจรจาหาทางออกให้กับสงครามการค้าอย่างแน่นอน

ยุทธศาสตร์ชาติ 30 ปีที่จีนตั้งเป้าหมายจะเป็นมหาอำนาจทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการทหารระดับโลกนั้น กำลังถูกสหรัฐฯและพันธมิตรสกัดกั้นในหลายรูปแบบ คำถามคือจีนจะยอมถอยง่ายๆหรือ และถ้ายอม จีนจะยอมถอยมากน้อยแค่ไหน การประชุมผู้บริหารระดับสูงของจีนในช่วงสัปดาห์นี้เกี่ยวกับการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจสำหรับปี 2019 (พ.ศ.2562) เพื่อรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืนในอนาคตท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดจากการเผชิญหน้าทางการค้ากับสหรัฐฯและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนเอง ก็น่าจะให้ความกระจ่างและตอบคำถามข้างต้นได้ในระดับหนึ่ง นานาประเทศ รวมทั้งไทยที่เป็นคู่ค้ากับจีนและสหรัฐฯต่างจับตาความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดว่าการทำศึกระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย จะสร้างแรงกระทบต่อประเทศที่ 3 มากน้อยเพียงใด ใครจะได้รับ “ลูกหลง” อย่างไรบ้างและควรจะต้องตั้งรับอย่างไร ให้เจ็บตัวน้อยที่สุด และถ้าจะให้ดี ก็ต้องมองให้ออกด้วยว่านอกจากลูกหลงแล้ว บางประเทศอาจได้รับ “อานิสงส์” จากเรื่องนี้ด้วยซํ้า

อานิสงส์การย้ายฐานผลิต

งานวิจัยจากสถาบัน The Economist Intelligence Unit ได้วิเคราะห์เอาไว้ว่า ระหว่างที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังเดินหน้าทำสงครามการค้ากันนั้น ประเทศใดในเอเชียที่จะได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและลบจากสงครามการค้าครั้งนี้ พิจารณาจากผลกระทบระยะสั้น ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าไปจีนมาก ก็จะได้รับแรงกระแทกมากไปด้วย กรณีนี้ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ และหากมองในระยะยาว บางประเทศเช่น มาเลเซีย เวียดนาม และไทย จะได้รับประโยชน์ในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

 

ที่มา : http://www.thansettakij.com/content/362671



ยังไม่มีความคิดเห็นใดๆ แสดงความคิดเห็นของคุณเลย